โดฟลามิงโก้เดินกลับมาที่เตียงอีกครั้ง เขาปีนขึ้นเตียงและคร่อมทับร่างของลูซี่ไว้ มือหนาปัดป่ายทั่วเรือนร่างบอบบางและหยุดลงบริเวณเนินอกอิ่ม เขาจ้องเขม็งที่ยอมปทุมถันสองข้าง ลังเลใจพักใหญ่ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปชมชิม ทันทีที่เรียวลิ้นร้อนตวัดเลีย แว่วเสียงหวานก็หลุดส่งเสียงครางอย่างเผลอตัว โดฟลามิงโก้ลอบยิ้มพอใจ เขานวดคลึงอกอิ่มอีกข้างระหว่างใช้ลิ้นปรนเปรอให้อีกฝ่าย ทว่าหนนี้ลูซี่ไม่ยอมหลุดเสียงร้องให้ได้ยิน เธอกัดริมฝีปากไว้แน่นจนกลีบปากอิ่มขาวซีด
การกระทำนั้นช่างขัดใจโดฟลามิงโก้เสียจริง
ห้วงความรู้สึกหนึ่งทำให้เขาอยากเอาชนะ
โดฟลามิงโก้จึงปล่อยมือออกจากยอดอกอิ่มแล้วลากผ่านแผ่นหน้าท้องเนียนเรียบลงไปยังจุดบอบบาง
เขาขยับนิ้วบดคลึงจนเสียงครางต่ำๆ ดังลอดมาจากริมฝีปากบาง
ลูซี่หน้าแดงก่ำลางบิดกายเร่าๆ ด้วยความทรมาน ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาจนแทบจะรินไหลออกมาได้ตลอดเวลา
เธอขยับขาเพื่อหลบเลี่ยงสัมผัสจาบจ้วงนั้น แต่กลับถูกมืออีกฝ่ายดันแยกออกจากกัน
“เรียกชื่อฉันสิ”
ถ้อยคำสั้นๆ หลุดออกจากริมฝีปากหยัก “แล้วฉันจะยอมทำตามที่เธอขอทุกอย่าง”
“...”
ปากบางยังคงเม้มแน่นไม่ยอมคลาย
“อย่าดื้อน่า
เธอก็รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไร” ระหว่างพูดคุยและต่อรองอยู่นั้น
เรียวนิ้วแกร่งก็กดแทรกผ่านช่องทางคับแคบเข้าไปสำรวจภายใน เขาคว้านมือไปทั่วอย่างสะเปะสะปะกระทั่งเสียงหวานหลุดร้องออกมาดังลั่น
“อะ! อื้ม” ภายในกายตอดรัดรัวๆ
จนนิ้วของเขาสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของแรงตอดรัดนั้น เพียงไม่นานเมือกเหนียวหนืดก็หลั่งออกมาชโลมบริเวณปลายนิ้วจนมุมปากหยักเผลอยกขึ้นอย่างลืมตัว
“ลูซี่”
เสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู “เธอต้องการฉันใช่ไหม”
“...อึก”
หญิงสาวได้แต่กลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่ ลมหายใจเธอขาดห้วงจนคล้ายจะสิ้นสติได้ตลอดเวลา
นิ้วเรียวของอีกฝ่ายแทบไม่ปรานีเธอเลย แรงกระทุ้งภายในกายทำให้สมองขาวโพลน
“ตอบฉันหน่อยสิ”
ยิ่งพูดออกมามากเท่าไร ประโยคเหล่านั้นก็ยิ่งฟังดูคล้ายจะเป็นคำขอร้องมากกว่าประโยคคำสั่ง
“อือ...”
ลูซี่พ่ายแพ้ให้กับแรงอารมณ์ของตัวเอง เธอยกมือที่ยังคงถูกรัดติดกันแน่นขึ้นคล้องคออีกฝ่าย
พลันปากบางก็บิดคว่ำลงอย่างเอาแต่ใจ
“เรียกชื่อฉันสิ”
คำอ้อนวอนขอยังคงหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของอีกฝ่ายอยู่เนืองๆ
“ให้เรียกในฐานะอะไร” เสียงกระเง้ากระงอดถามกลับ “ไม่ใช่ว่านายรังเกียจฉันหรอกหรือ” โดฟลามิงโก้เคลื่อนดวงตามองอีกฝ่าย เขาจ้องลึกเข้าไปในนั้นด้วยแววแน่วแน่ ก่อนจะเปล่งเสียงพูดออกมา
“ฉันโกรธเธอแต่ไม่เคยรังเกียจ”
ขณะตอบมือหนาก็ยังคงขยับปรนเปรอให้เธอไม่ขาด “ส่วนเรื่องฐานะ...ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่เธอก็ยังคงเป็นคู่หมั้นของฉัน”
“ตอนอยากได้ก็พูดดีสิ เดี๋ยวพอพรุ่งนี้เช้านายก็ด่าทอฉันสารพัด” ใบหน้าหวานมุ่ยลงจนอีกฝ่ายเกิดความมันเขี้ยว เขายื่นหน้าไปขบกลีบปากบางที่แสนจะเอาแต่ใจนั่นด้วยความเอ็นดู
โดฟลามิงโก้ที่เคยได้รับสมญานามว่าเสือร้าย...แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากลูกแมวดีๆ
นี่เอง เวลาอยู่ต่อหน้าหญิงสาวคนนี้
“จะทำแบบนั้นทำไม”
เขาเอ่ยถาม ปลายนิ้วเรียวที่สอดเข้าเพื่อเตรียมความพร้อมให้อีกฝ่ายถูกชักออกมา
ก่อนที่แก่นกายอันร้อนผ่าวจะเข้าแทนที่ เขาอาศัยจังหวะพูดคุยกันเพื่อกดแทรกตัวตนของตัวเองเข้าไป
“อื้อ!” ลูซี่ส่งเสียงประท้วงแต่เรียวขาเล็กกลับอ้าออกกว้างราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาแทรกกายเข้าไปข้างใน
“อ่า...”
โดฟลามิงโก้ครางเสียงทุ้มต่ำ
ทันทีที่ร่างกายกดแทรกไปจนสุดแล้วเขาก็เงยหน้าเพื่อพูดคุยกับเธอ “ถ้าเธอยอมฟังฉันสักนิดจะถูกต่อว่าไหม”
“ก็นายชอบสั่ง
ชอบบังคับแล้วก็เอาแต่คิดว่าฉันจะนอกใจ”
“แล้วทำไมคืนนั้นถึงไปอยู่บ้านชาร์ล็อตได้”
“ก็หมอนั่นบอกว่ามีไวน์พันปีให้ชิม
ฉันก็แค่ตามไปชิมแค่นั้น” คำโพล่งบอกของอีกฝ่ายทำให้ร่างกายที่พร้อมขยับพลันต้องชะงักนิ่ง
โดฟลามิงโก้หรี่ดวงตาลงเพื่อจับผิดคู่หมั้นตัวแสบ
“ไวน์พันปี?”
“ก็ใช่น่ะสิ! เป็นนายเองไม่ใช่เหรอที่บอกว่าอยากได้มัน
ฉันก็แค่ได้ยินว่าตระกูลนั้นขึ้นชื่อเรื่องผลิตไวน์ เลยแวะไปถามเขาก็เท่านั้น”
“ความจริง?”
โดฟลามิงโก้ยังไม่เชื่อในคำพูดนั่นซะทีเดียว เพราะเขารู้กิตติศัพท์และความร้ายกาจของคู่หมั้นตัวเองดี
“ต้องจริงอยู่แล้ว”
ร่างกายที่ผสานกันยังหยุดนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น โดฟลามิงโก้เองก็เหมือนจะหลุดหายไปในห้วงความคิดของตนเองจนลืมซะสนิทว่ากำลังทำอะไรอยู่
“ฉันเดินเข้าไปในบ้านนั้นไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ พวกคนร้ายก็บุกเข้ามาและยิงปัง! เข้ากลางอกเลย”
“เธอทำเพื่อฉันเหรอ”
“แล้วจะให้ทำเพื่อใคร! คู่หมั้นก็มีแค่นายคนเดียวหรือเปล่าวะ!” พูดดีด้วยได้แค่ไม่นาน อีกฝ่ายก็กลับมาพูดจากวนประสาทเขาอีกแล้ว
“กล้าสาบานไหม
หืม?” โดฟลามิงโก้ถามด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม ขณะเดียวกันสะโพกสอบก็เริ่มขยับเคลื่อนเข้าออกเชื่องช้าจนเสียงครางหลุดลอดจากปากบาง
“ส-สาบาน!...”
“แล้วถ้าผิดคำสาบานจะต้องเจอบทลงโทษอะไร”
“อ-อะไรก็ได้
อะ! ต-ตามใจนาย!”
“งั้นฉันจะทำให้เธอไม่ต้องลุกไปก่อความวุ่นวายที่ไหนอีกสักสามสี่วันดีไหม”
มือหนาเคลื่อนลงมาเพื่อประคองเอวบาง เขาจับยึดไว้แน่นเพื่อไม่ให้แรงกระแทกกระทั้นรุนแรงจนศีรษะเธอโขกกับหัวเตียงซะก่อน
“อ-อะ! อื้อ!” ลูซี่ขบกลีบปากแน่น
เธอแทบหยุดหายใจทุกครั้งที่แก่นกายร้อนผ่าวกระแทกเข้ามาจนสุด ความเจ็บปวดที่แฝงมากับความเสียวซ่านทำให้ร่างกายเธอบิดเร่า
และช่างน่าแปลกประหลาดนักที่เธอไม่ต้องการความอ่อนโยนจากอีกฝ่ายเลย
ฟันซี่คมขบกัดลงบนผิวขาวเนียนเพื่อประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของ
แม้จะรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างแต่เสียงหวานกลับครางกระเส่าออกมาไม่หยุด
เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคู่หมั้นของเธอนั้นช่ำชองในเรื่องนี้เพียงใด
“อื้อ
มิงโก้”
“หืม?”
เสียงทุ้มครางรับในลำคอ
ทว่าใบหน้าคมคายกลับไม่ยอมผละห่างจากลำคอระหงสักวินาทีเดียว
“กอดฉันแรงกว่านี้สิ”
คำขอสุดเถรตรงพานให้อีกฝ่ายหลุดหัวเราะขำ
“ยัยตัวดื้อ
พรุ่งนี้อย่าบ่นเชียวนะ” เขาขู่ขณะตอบสนองต่อคำขอนั้นอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
แรงกระแทกกระทั้นที่เพิ่มขึ้นอย่างหนักหน่วงในทุกจังหวะพานทำให้เธอตื่นเต้นและรู้สึกดี
ลูซี่หนีบขาตัวเองกับสะโพกสอบเพื่อให้เขากดแทรกร่างกายเข้ามาลึกกว่าเดิม
ขณะเดียวกันปากเล็กๆ น่ากัดนั่นก็เอ่ยอย่างกระท่อนกระแท่นว่า
“แรงๆ...กอดแรงกว่านี้”
“จัดไป”
โดฟลามิงโก้ขานรับและกระแทกรุนแรงขึ้นจนเสียงเนื้อสอดประสานดังกึกก้องทั่วทั้งห้อง
เสียงร้องครางอย่างสุขสมของลูซี่สลับกับขานเรียกชื่อเขาดังอยู่แทบตลอดทั้งคืน
ไม่ว่าเขาจะเคี่ยวกรำเธอหนักเพียงใด แต่หญิงสาวกลับไม่มีทีท่าจะปฏิเสธ
กลับกันที่เธอนั้นยิ่งตอบสนองจนกลายเป็นเขาซะเองที่ทนไม่ไหวและปลดปล่อยออกไปก่อน
“อื้อ
มิงโก้...เอาอีก” คำขออย่างออดอ้อนดังขึ้นทันทีหลังจากศึกยกแรงจบลง โดฟลามิงโก้เลิกคิ้วแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถอนกายออก
เขาขยับเคลื่อนไหวเชื่องช้าก่อนเอื้อมมือไปช่วยปลดเนคไทออกจากข้อมือบาง
เขาจ้องรอยแดงเถือกบริเวณข้อมือนั้นด้วยความรู้สึกผิด
“เจ็บหรือเปล่า”
“ไม่”
“เธอชื่นชอบความเจ็บปวดตั้งแต่เมื่อไร
หืม?” เขาถามพลางขบกัดผิวอ่อนนุ่มเพราะความมันเขี้ยว “เมื่อก่อนไม่เคยร้องขอให้ทำรุนแรงเลยนี่”
“ก็มันเร้าใจดี”
ใบหน้าชื้นเหงื่อเอ่ยตอบ “นายดูโรคจิตเวลาทำเรื่องอย่างว่า”
คำบอกกล่าวพานทำให้คิ้วเรียวพลันขมวดยุ่ง
โดฟลามิงโก้นิ่งคิดเงียบๆ ก่อนจะหลุดถามเสียงเข้ม “นี่ใช่คำชมใช่ไหม”
“หึ! คิดว่าฉันจะชื่นชมนายหรือไง
ตาแก่โรคจิต” ลูซี่แยกเขี้ยวก่อนเป็นฝ่ายยกสะโพกสวนเข้าออกด้วยตนเองจนชายหนุ่มต้องขบกรามแน่น
เขาเก็บกักความมันเขี้ยวเอาไว้เพื่อรอให้มันระเบิดอีกครั้ง และแน่นอนว่ามันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ตราบจนพระอาทิตย์เคลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่ของมัน
“เธอมันยัยตัวร้าย” หลังคำปรามาสนั้น เสียงหวานก็ร้องครวญครางไม่ได้หยุดพักตลอดทั้งคืน โดฟลามิงโก้ช่างร้ายกาจนัก เขาเคี่ยวกรำเธอตลอดทั้งคืนราวกับคนอดอยากมานานแสนนาน ยิ่งยามที่ลูซี่ดื้อรั้นและกลั่นแกล้งเขาให้ทรมาน เขาก็ยิ่งตอบสนองเธอคืนกลับไปอย่างหนักหน่วงและดุดันให้สมกับความร้ายกาจที่เธอเคยขนานนามนั้นให้
การร่วมรักที่คล้ายจะเป็นสงครามเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาสองวันสองคืน
จนหญิงสาวเป็นฝ่ายทนไม่ไหวจนเธอสลบไสลอยู่ในอ้อมกอดของคนรักในเช้าของวันที่สาม
+++++++++++++++++++++++++
80%