วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562

[Doflamingo x Lucy] Who You Are : บทที่ 4 [80%]






                โดฟลามิงโก้เดินกลับมาที่เตียงอีกครั้ง เขาปีนขึ้นเตียงและคร่อมทับร่างของลูซี่ไว้ มือหนาปัดป่ายทั่วเรือนร่างบอบบางและหยุดลงบริเวณเนินอกอิ่ม เขาจ้องเขม็งที่ยอมปทุมถันสองข้าง ลังเลใจพักใหญ่ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปชมชิม ทันทีที่เรียวลิ้นร้อนตวัดเลีย แว่วเสียงหวานก็หลุดส่งเสียงครางอย่างเผลอตัว โดฟลามิงโก้ลอบยิ้มพอใจ เขานวดคลึงอกอิ่มอีกข้างระหว่างใช้ลิ้นปรนเปรอให้อีกฝ่าย ทว่าหนนี้ลูซี่ไม่ยอมหลุดเสียงร้องให้ได้ยิน เธอกัดริมฝีปากไว้แน่นจนกลีบปากอิ่มขาวซีด


                การกระทำนั้นช่างขัดใจโดฟลามิงโก้เสียจริง

                ห้วงความรู้สึกหนึ่งทำให้เขาอยากเอาชนะ โดฟลามิงโก้จึงปล่อยมือออกจากยอดอกอิ่มแล้วลากผ่านแผ่นหน้าท้องเนียนเรียบลงไปยังจุดบอบบาง เขาขยับนิ้วบดคลึงจนเสียงครางต่ำๆ ดังลอดมาจากริมฝีปากบาง ลูซี่หน้าแดงก่ำลางบิดกายเร่าๆ ด้วยความทรมาน ดวงตากลมโตเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาจนแทบจะรินไหลออกมาได้ตลอดเวลา เธอขยับขาเพื่อหลบเลี่ยงสัมผัสจาบจ้วงนั้น แต่กลับถูกมืออีกฝ่ายดันแยกออกจากกัน

                “เรียกชื่อฉันสิ” ถ้อยคำสั้นๆ หลุดออกจากริมฝีปากหยัก “แล้วฉันจะยอมทำตามที่เธอขอทุกอย่าง”

                “...” ปากบางยังคงเม้มแน่นไม่ยอมคลาย

                “อย่าดื้อน่า เธอก็รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับอะไร” ระหว่างพูดคุยและต่อรองอยู่นั้น เรียวนิ้วแกร่งก็กดแทรกผ่านช่องทางคับแคบเข้าไปสำรวจภายใน เขาคว้านมือไปทั่วอย่างสะเปะสะปะกระทั่งเสียงหวานหลุดร้องออกมาดังลั่น

                “อะ! อื้ม” ภายในกายตอดรัดรัวๆ จนนิ้วของเขาสัมผัสได้ถึงความรุนแรงของแรงตอดรัดนั้น เพียงไม่นานเมือกเหนียวหนืดก็หลั่งออกมาชโลมบริเวณปลายนิ้วจนมุมปากหยักเผลอยกขึ้นอย่างลืมตัว

                “ลูซี่” เสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู “เธอต้องการฉันใช่ไหม”

                “...อึก” หญิงสาวได้แต่กลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่ ลมหายใจเธอขาดห้วงจนคล้ายจะสิ้นสติได้ตลอดเวลา นิ้วเรียวของอีกฝ่ายแทบไม่ปรานีเธอเลย แรงกระทุ้งภายในกายทำให้สมองขาวโพลน

                “ตอบฉันหน่อยสิ” ยิ่งพูดออกมามากเท่าไร ประโยคเหล่านั้นก็ยิ่งฟังดูคล้ายจะเป็นคำขอร้องมากกว่าประโยคคำสั่ง

                “อือ...” ลูซี่พ่ายแพ้ให้กับแรงอารมณ์ของตัวเอง เธอยกมือที่ยังคงถูกรัดติดกันแน่นขึ้นคล้องคออีกฝ่าย พลันปากบางก็บิดคว่ำลงอย่างเอาแต่ใจ

                “เรียกชื่อฉันสิ” คำอ้อนวอนขอยังคงหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของอีกฝ่ายอยู่เนืองๆ

                “ให้เรียกในฐานะอะไร” เสียงกระเง้ากระงอดถามกลับ “ไม่ใช่ว่านายรังเกียจฉันหรอกหรือ” โดฟลามิงโก้เคลื่อนดวงตามองอีกฝ่าย เขาจ้องลึกเข้าไปในนั้นด้วยแววแน่วแน่ ก่อนจะเปล่งเสียงพูดออกมา


                “ฉันโกรธเธอแต่ไม่เคยรังเกียจ” ขณะตอบมือหนาก็ยังคงขยับปรนเปรอให้เธอไม่ขาด “ส่วนเรื่องฐานะ...ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่เธอก็ยังคงเป็นคู่หมั้นของฉัน”

                “ตอนอยากได้ก็พูดดีสิ เดี๋ยวพอพรุ่งนี้เช้านายก็ด่าทอฉันสารพัด” ใบหน้าหวานมุ่ยลงจนอีกฝ่ายเกิดความมันเขี้ยว เขายื่นหน้าไปขบกลีบปากบางที่แสนจะเอาแต่ใจนั่นด้วยความเอ็นดู


                โดฟลามิงโก้ที่เคยได้รับสมญานามว่าเสือร้าย...แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากลูกแมวดีๆ นี่เอง เวลาอยู่ต่อหน้าหญิงสาวคนนี้

                “จะทำแบบนั้นทำไม” เขาเอ่ยถาม ปลายนิ้วเรียวที่สอดเข้าเพื่อเตรียมความพร้อมให้อีกฝ่ายถูกชักออกมา ก่อนที่แก่นกายอันร้อนผ่าวจะเข้าแทนที่ เขาอาศัยจังหวะพูดคุยกันเพื่อกดแทรกตัวตนของตัวเองเข้าไป

                “อื้อ!” ลูซี่ส่งเสียงประท้วงแต่เรียวขาเล็กกลับอ้าออกกว้างราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาแทรกกายเข้าไปข้างใน

                “อ่า...” โดฟลามิงโก้ครางเสียงทุ้มต่ำ ทันทีที่ร่างกายกดแทรกไปจนสุดแล้วเขาก็เงยหน้าเพื่อพูดคุยกับเธอ “ถ้าเธอยอมฟังฉันสักนิดจะถูกต่อว่าไหม”

                “ก็นายชอบสั่ง ชอบบังคับแล้วก็เอาแต่คิดว่าฉันจะนอกใจ”

                “แล้วทำไมคืนนั้นถึงไปอยู่บ้านชาร์ล็อตได้”        

                “ก็หมอนั่นบอกว่ามีไวน์พันปีให้ชิม ฉันก็แค่ตามไปชิมแค่นั้น” คำโพล่งบอกของอีกฝ่ายทำให้ร่างกายที่พร้อมขยับพลันต้องชะงักนิ่ง โดฟลามิงโก้หรี่ดวงตาลงเพื่อจับผิดคู่หมั้นตัวแสบ

                “ไวน์พันปี?”

                “ก็ใช่น่ะสิ! เป็นนายเองไม่ใช่เหรอที่บอกว่าอยากได้มัน ฉันก็แค่ได้ยินว่าตระกูลนั้นขึ้นชื่อเรื่องผลิตไวน์ เลยแวะไปถามเขาก็เท่านั้น”

                “ความจริง?” โดฟลามิงโก้ยังไม่เชื่อในคำพูดนั่นซะทีเดียว เพราะเขารู้กิตติศัพท์และความร้ายกาจของคู่หมั้นตัวเองดี

                “ต้องจริงอยู่แล้ว” ร่างกายที่ผสานกันยังหยุดนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น โดฟลามิงโก้เองก็เหมือนจะหลุดหายไปในห้วงความคิดของตนเองจนลืมซะสนิทว่ากำลังทำอะไรอยู่ “ฉันเดินเข้าไปในบ้านนั้นไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ พวกคนร้ายก็บุกเข้ามาและยิงปัง! เข้ากลางอกเลย”

                “เธอทำเพื่อฉันเหรอ”

                “แล้วจะให้ทำเพื่อใคร! คู่หมั้นก็มีแค่นายคนเดียวหรือเปล่าวะ!” พูดดีด้วยได้แค่ไม่นาน อีกฝ่ายก็กลับมาพูดจากวนประสาทเขาอีกแล้ว

                “กล้าสาบานไหม หืม?” โดฟลามิงโก้ถามด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม ขณะเดียวกันสะโพกสอบก็เริ่มขยับเคลื่อนเข้าออกเชื่องช้าจนเสียงครางหลุดลอดจากปากบาง

                “ส-สาบาน!...”

                “แล้วถ้าผิดคำสาบานจะต้องเจอบทลงโทษอะไร”


                “อ-อะไรก็ได้ อะ! ต-ตามใจนาย!

                “งั้นฉันจะทำให้เธอไม่ต้องลุกไปก่อความวุ่นวายที่ไหนอีกสักสามสี่วันดีไหม” มือหนาเคลื่อนลงมาเพื่อประคองเอวบาง เขาจับยึดไว้แน่นเพื่อไม่ให้แรงกระแทกกระทั้นรุนแรงจนศีรษะเธอโขกกับหัวเตียงซะก่อน

                “อ-อะ! อื้อ!” ลูซี่ขบกลีบปากแน่น เธอแทบหยุดหายใจทุกครั้งที่แก่นกายร้อนผ่าวกระแทกเข้ามาจนสุด ความเจ็บปวดที่แฝงมากับความเสียวซ่านทำให้ร่างกายเธอบิดเร่า และช่างน่าแปลกประหลาดนักที่เธอไม่ต้องการความอ่อนโยนจากอีกฝ่ายเลย

                ฟันซี่คมขบกัดลงบนผิวขาวเนียนเพื่อประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของ แม้จะรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างแต่เสียงหวานกลับครางกระเส่าออกมาไม่หยุด เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคู่หมั้นของเธอนั้นช่ำชองในเรื่องนี้เพียงใด

                “อื้อ มิงโก้”

                “หืม?” เสียงทุ้มครางรับในลำคอ ทว่าใบหน้าคมคายกลับไม่ยอมผละห่างจากลำคอระหงสักวินาทีเดียว

                “กอดฉันแรงกว่านี้สิ” คำขอสุดเถรตรงพานให้อีกฝ่ายหลุดหัวเราะขำ

                “ยัยตัวดื้อ พรุ่งนี้อย่าบ่นเชียวนะ” เขาขู่ขณะตอบสนองต่อคำขอนั้นอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

                แรงกระแทกกระทั้นที่เพิ่มขึ้นอย่างหนักหน่วงในทุกจังหวะพานทำให้เธอตื่นเต้นและรู้สึกดี ลูซี่หนีบขาตัวเองกับสะโพกสอบเพื่อให้เขากดแทรกร่างกายเข้ามาลึกกว่าเดิม ขณะเดียวกันปากเล็กๆ น่ากัดนั่นก็เอ่ยอย่างกระท่อนกระแท่นว่า

                “แรงๆ...กอดแรงกว่านี้”

                “จัดไป” โดฟลามิงโก้ขานรับและกระแทกรุนแรงขึ้นจนเสียงเนื้อสอดประสานดังกึกก้องทั่วทั้งห้อง เสียงร้องครางอย่างสุขสมของลูซี่สลับกับขานเรียกชื่อเขาดังอยู่แทบตลอดทั้งคืน ไม่ว่าเขาจะเคี่ยวกรำเธอหนักเพียงใด แต่หญิงสาวกลับไม่มีทีท่าจะปฏิเสธ กลับกันที่เธอนั้นยิ่งตอบสนองจนกลายเป็นเขาซะเองที่ทนไม่ไหวและปลดปล่อยออกไปก่อน

                “อื้อ มิงโก้...เอาอีก” คำขออย่างออดอ้อนดังขึ้นทันทีหลังจากศึกยกแรงจบลง โดฟลามิงโก้เลิกคิ้วแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถอนกายออก เขาขยับเคลื่อนไหวเชื่องช้าก่อนเอื้อมมือไปช่วยปลดเนคไทออกจากข้อมือบาง เขาจ้องรอยแดงเถือกบริเวณข้อมือนั้นด้วยความรู้สึกผิด

                “เจ็บหรือเปล่า”

                “ไม่”

                “เธอชื่นชอบความเจ็บปวดตั้งแต่เมื่อไร หืม?” เขาถามพลางขบกัดผิวอ่อนนุ่มเพราะความมันเขี้ยว “เมื่อก่อนไม่เคยร้องขอให้ทำรุนแรงเลยนี่”

                “ก็มันเร้าใจดี” ใบหน้าชื้นเหงื่อเอ่ยตอบ “นายดูโรคจิตเวลาทำเรื่องอย่างว่า”

                คำบอกกล่าวพานทำให้คิ้วเรียวพลันขมวดยุ่ง โดฟลามิงโก้นิ่งคิดเงียบๆ ก่อนจะหลุดถามเสียงเข้ม “นี่ใช่คำชมใช่ไหม”

                “หึ! คิดว่าฉันจะชื่นชมนายหรือไง ตาแก่โรคจิต” ลูซี่แยกเขี้ยวก่อนเป็นฝ่ายยกสะโพกสวนเข้าออกด้วยตนเองจนชายหนุ่มต้องขบกรามแน่น เขาเก็บกักความมันเขี้ยวเอาไว้เพื่อรอให้มันระเบิดอีกครั้ง                และแน่นอนว่ามันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตราบจนพระอาทิตย์เคลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่ของมัน

                “เธอมันยัยตัวร้าย” หลังคำปรามาสนั้น เสียงหวานก็ร้องครวญครางไม่ได้หยุดพักตลอดทั้งคืน โดฟลามิงโก้ช่างร้ายกาจนัก เขาเคี่ยวกรำเธอตลอดทั้งคืนราวกับคนอดอยากมานานแสนนาน ยิ่งยามที่ลูซี่ดื้อรั้นและกลั่นแกล้งเขาให้ทรมาน เขาก็ยิ่งตอบสนองเธอคืนกลับไปอย่างหนักหน่วงและดุดันให้สมกับความร้ายกาจที่เธอเคยขนานนามนั้นให้


                การร่วมรักที่คล้ายจะเป็นสงครามเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาสองวันสองคืน จนหญิงสาวเป็นฝ่ายทนไม่ไหวจนเธอสลบไสลอยู่ในอ้อมกอดของคนรักในเช้าของวันที่สาม









+++++++++++++++++++++++++
80%





[Doflamingo x Lucy] Who You Are : บทที่ 4 [80%]

                โดฟลามิงโก้เดินกลับมาที่เตียงอีกครั้ง เขาปีนขึ้นเตียงและคร่อมทับร่างของลูซี่ไว้ มือหนาปัดป่ายทั่วเรือนร่างบอบบางแ...